เอดส์ กับ HIV ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

  1. โรคเอดส์ กับเชื้อ HIV ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

    – HIV เป็นเชื้อไวรัส- เอดส์ เป็นภาวะที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งเป็นหลังจากที่ร่างกายถูกทำร้ายจากไวรัส HIV อีกทีหนึ่ง
  2. เป็นเอดส์ ยังมีโอกาสรอดถึงแม้จะยังไม่มีวิธี และยารักษาโรคเอดส์ โดยตรง แต่หากพบในระยะที่ยังเป็นผู้ติดเชื้ออยู่ ผู้ป่วยสามารถทานยาต้านไวรัส ไม่ให้เชื้อไวรัสทำร้ายภูมิคุ้มกันในร่างกาย จนแสดงอาการผิดปกติออกมาได้ เพราะฉะนั้นยิ่งพบเชื้อเร็ว ยิ่งควบคุมเชื้อไวรัสได้ง่าย โอกาสรอดชีวิตก็ยิ่งมีสูง นอกจากนี้เมืองไทยยังมีสวัสดิการมอบยาต้านไวรัสให้กับผู้ติดเชื้อฟรีอีกด้วย เพียงลงทะเบียนเข้าโครงการรับยาต้านไวรัสกับโรงพยาบาลที่ร่วมโครงการ และคอยติดตามผลกับแพทย์อยู่เสมอ
  3. เป็นเอดส์ ติดเชื้อ HIV ต้องตายด้วยอาการมีแผล ตุ้ม หนอง ขึ้นเต็มตัวนั่น เป็นอาการของโรคฉวยโอกาส อาจจะเป็นโรควัณโรค ซึ่งเข้ามาทำร้ายร่างกายหลังจากที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ไม่ดี ปล่อยให้เชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกายจนแสดงอาการได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นโรคที่แสดงอาการทางผิวหนังก็ได้ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น
  4. ผู้ป่วยเอดส์ และผู้ติดเชื้อ HIV ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนสำส่อน มักมากในกาม

    มี หลายคนที่ติดเชื้อ HIV จากแม่ จากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันกับผู้ป่วย และอาจติดจากคู่ครองของตนเอง นั่นหมายความว่า หากมีเพศสัมพันธ์กับแค่คนๆ เดียว แต่หากเป็นผู้ติดเชื้อ ก็มีโอกาสติดเชื้อต่อจากคนนั้นได้เช่นกัน
  5. เชื้อ HIV ไม่ได้ติดต่อกันง่ายเหมือนไข้หวัด เชื้อ HIV ไม่สามารถติดกันได้ ผ่านทาง– กอด จูบ (ยกเว้น จะมีแผลในปาก และเป็นการจูบแลกลิ้น แลกน้ำลายกัน)- ทานข้าวร่วมกัน จานเดียวกัน ดื่มน้ำแก้วเดียวกัน หรือแม้แต่ใช้ช้อน ส้อมคันเดียวกัน- มีเพศสัมพันธ์โดยใช้ถุงยางอนามัย- ลมหายใจ- ใช้สบู่ ครีมอาบน้ำ แชมพู ยาสีฟัน ร่วมกันเชื้อ HIV ติดต่อกันได้ผ่านทาง– สารคัดหลั่ง เลือด ผ่านการใช้อุปกรณ์อย่างเข็มฉีดยา- เลือด และการให้นมบุตรของแม่- รับสารคัดหลั่ง และเลือด เข้าสู่ร่างกายผ่านแผล (ต้องเป็นแผลสดๆ เท่านั้น)- โอกาสที่จะติดเชื้อ ไม่ใช่ 100% เสมอไป
  6. ผู้ติดเชื้อ HIV อาจไม่ต้องทานยาต้านไวรัสไปตลอดชีวิตหากทานยาต้านไวรัสตรงเวลา ดูแลรักษาสุขภาพร่าง กายให้แข็งแรงอยู่เสมอ มีโอกาสที่เชื้อไวรัส HIV อาจจะลดลงเรื่อยๆ จะอาจสามารถหยุดการทานยาได้ แต่แพทย์จะยังคงตรวจสุขภาพต่อเป็นระยะๆ
  1. ผู้ติดเชื้อ HIV อาจมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวเหมือนคนปกติทั่วไปหาก ทานยาต้านไวรัสตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ และรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเป็นประจำ ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตที่ยืนยาว อยู่ต่อไปได้อีกหลายสิบปี มีอายุขัยเท่ากับคนปกติเลยทีเดียว ดีไม่ดีอาจอายุยืนกว่าคนปกติที่เป็นโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน หัวใจ อีกด้วย มะเร็ง อีกด้วย
  1. ผู้ติดเชื้อสามารถมีครอบครัวได้ถึง แม้ ว่าการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ใช้ถุงยางอนามัย จะทำให้มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้ แต่หากอยากมีครอบครัว ผู้ป่วยสามารถจูงมือคู่รัก เพื่อปรึกษาแพทย์ หาทางออกในการมีครอบครัว มีบุตรโดยที่บุตรไม่ติดเชื้อ HIV ได้ (ตรวจเอดส์, ตรวจ HIV, เอดส์, เอชไอวี, ตรวจเอชไอวี, AIDS)

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : ซีรี่ยส์ Hormones

Credit: http://health.sanook.com/2009/

HIV : เสี่ยง/ไม่เสี่ยง มีมาแนะนำ ( สาระ )

ว่ากันด้วย ความเสี่ยงการติดเชื้อ HIV

ผมจะไม่ใช้ศัพท์วิชาการมาก เพราะบางทีมันเข้าใจยาก เลยจะใช้คำบ้านๆที่พวกเราเข้าใจง่ายๆกันนะครับ

สำหรับ คนที่ไปเสี่ยงมา ไม่ว่าจะ การสดกับคนที่พึ่งรู้จัก ไปเที่ยวแล้วถุงยางแตก หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ พอหลังจากเสร็จกิจกรรม แน่นอนว่า จะมีความกังวล เครียด ว่าจะติดรึป่าว บางทีถึงขั้นกินไม่ได้ นอนไม่หลับเลยทีเดียว ผมจะมาแนะนำให้ครับ ว่าควรทำอย่างไรต่อ

ขั้นแรกเลย
– ประเมินความเสี่ยงก่อนครับ ว่าเคสคุณเสี่ยงมาก เสี่ยงน้อยขนาดไหน เช่น เที่ยวหญิงขายบริการ แล้วถุงแตกหรือสดเลย หรือ มีอะไรกับคนที่พึ่งรู้จัก กรณีแบบนี้ ผมถือว่า เสี่ยงมากๆครับ ( แค่จูบปาก จับมือ ไม่เสี่ยงนะครับ )

ขั้นที่ 2
– แน่นอนว่า หลังจากไปเสี่ยงมา ย่อมมีความกังวลตามมาครับ ตั้งสติก่อนครับ ใจเย็นๆ ถ้าคุณไปเสี่ยงมา ไม่เกิน 72 ชม. หรือ 3 วัน แนะนำว่า คิดแค่ 48 ชม.พอ ถ้าคุณกังวลมากๆ แนะนำว่า ให้ไปที่คลินิคนิรนามครับ เพื่อไปรับยาต้านฉุกเฉินก่อนเลยครับ แต่ถ้ากรณี เกิน 2-3 วันไปแล้ว ใจเย็นๆครับ มาดูขั้นต่อไปกัน

ขั้นที่3
– หากเกิน3วันไปแล้ว ยาต้านไม่ทันแล้วครับ ทีนี้คุณๆต้องไปตรวจเลือดเท่านั้น ถึงจะรู้ว่า ติด/ไม่ติด แต่ทีนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ต้องรอถึง 3 เดือน ผมเชื่อว่า บ้าตายแน่นอนครับ แต่เดี๋ยวนี้ มันมีวิธีการตรวจที่ใหม่กว่า ดีกว่า รวดเร็วกว่าครับ คือวิธี NAT ซึ่ง สามารถตรวจได้ที่ อย่างน้อยที่สุด 5 วัน ( จริงๆ 2-3 วันก็ตรวจได้แล้ว แต่ ความคาดเคลื่อนยังมีสูง ) และอีกวิธีนึงคือ Anti-hiv ซึ่งถ้าเป็นที่นิรนาม ตรวจได้เร็วสุดคือ 14 วันครับ

มาว่าถึง NAT และ Anti-HIV กันก่อน

NAT = สามารถตรวจได้ที่ราวๆ 5-14 วัน ผลแม่นยำสูงครับ ถ้าใครที่ร้อนใจมากๆ ไปตรวจที่ 5 วัน แล้วรอฟังผลอีก 3 วัน ถ้าผลเป็นลบ ก็สบายใจได้ในระดับนึงแล้วครับ ( ยิ่งวันผ่านไปนานขึ้น ผลยิ่งแม่นยำขึ้น ) ยิ่งถ้าคุณไปตรวจที่ 14 วันแล้วผลเป็นลบ ก็ยิ่งสบายใจได้เลยครับ

Anti-HIV = ความแม่นยำในการตรวจ พอๆกับ NAT ครับ แต่ต้องรออย่างน้อยสุด 14-30 วัน ถึงจะตรวจเจอ (ในกรณีติดเชื้อ) 2 วิธีนี้ ที่นิรนาม จะใช้คู่กัน เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่า ผลตรวจจะออกมาแม่นยำหรือไม่

จริงๆแล้วยังมีการตรวจแบบอื่นอีก ซึ่งผมไม่แนะนำ เพราะช้า คนที่กังวลอยู่ต้องรอนาน บ้าตายพอดี เพราะงั้นจะแนะนำแค่ 2 วิธีนี้

ขั้นที่4
– ถ้าคุณไปตรวจที่นิรนาม เจาะเลือดอะไรเสร็จ รอผลตรวจ 1 ชั่วโมง หากคุณ ตรวจตามวันเวลาที่ผมกล่าวไป แล้วเป็นลบ รอNAT 3 วัน เขาไม่โทรมา แสดงว่า ปลอดภัย ขอให้คุณสบายใจได้ครับ คือ แน่นอนว่ส ในวงการวิทยาศาสตร์ มันไม่มีคำว่า 100% แต่ ในความเป็นจริง มันก็ชัวร์มากๆแล้ว ถ้าคุณไม่ได้ไปเสี่ยงเพิ่ม หรือ มีพฤติกรรม ทางเพศที่แบบ โหดสัสรัสเซีย แล้วละก็ ขอให้สบายใจเถอะครับ HIV จริงๆ มันไม่ได้ติดง่ายๆ อย่างที่ละครหรือหนังแสดงให้เห็น ( แต่ไม่ได้หมายความว่า รู้งี้แล้วยิ่งมีพฤติกรรมเสี่ยงหนักขึ้นนะ ) เปอเซ็นในการติดเชื้อจริงๆ มีน้อยๆๆๆมากครับ ความกังวลของเราเองนี่แหละครับ ทำให้เรายิ่งป่วย ยิ่งเป็นโรค เพราะฉนั้นหากผลตรวจออกมา ปลอดภัยแล้ว ใช้ชีวิตได้ตามปกติครับ ไม่ต้องไปพยายามคิดถึงมัน

ขั้นที่5
– หลังจากนั้น ผมแนะนำว่า ให้ไปตรวจซ้ำอีก หลังความเสี่ยง 1 เดือน ถามว่า อ่าว จะไปตรวจซ้ำทำไม ในเมื่อบอกว่าสบายใจได้แล้ว ผมขอใช้คำว่า เป็นการย้ำไงครับ บางคน กังวลแล้ว กังวลอีก การตรวจซ้ำ (ต้องไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่ม) ช่วยให้คุณสบายใจได้สนิทว่า ไม่ติดแน่ๆ แต่ถ้าใครไม่ได้กังวลไร ไม่ต้องไปก็ได้ ถ้าใครยังติดกังวล ก็ไปตรวจได้ครับ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน คุณไปตรวย ถ้าไม่ได้เสี่ยงเพิ่ม ยังไงก็ไม่มีทางติดเชื้อแน่ๆ

สรุปให้สั้นๆ
NAT – ไปตรวจได้ ตั้งแต่ 5-14 วัน วันที่ 14 ขึ้นไป ผลจะชัวร์มากๆ รอผล 3 วัน เขาจะโทรมาบอกในกรณีติดเชื้อ ถ้าไม่โทรมา ไม่มีการติดต่อช่องทางไหนเลย คุณรอดครับ

Anti-HIV – ไปตรวจได้ ตั้งแต่ 14-30 วัน 1 เดือน ผลชัวร์มากๆครับ

*** แนะนำส่วนตัว ถ้าคุณไปตรวจ ประมาณ วันที่ 14 ขึ้นไป ผลทั้ง 2 อย่างเป็นลบ สบายใจได้เลยครับ

พฤติกรรมอะไรเสี่ยงบ้าง
– จูบ = ไม่เสี่ยง
– จับมือ = ไม่เสี่ยง
– กินข้าวด้วยกัน ช้อนส้อมเดียวกัน = ไม่เสี่ยง
– ออรัลเซ็ก(ใช้ปาก) = เสี่ยงนะ แต่โคตรน้อยยยยยย ทำๆไปเถอะ ถ้าเป็นความสุขของเรา ถ้ามีแผลในปาก ปากแตกแผลเหวอะ ก็อย่าทำ แม้โอกาสเสี่ยงน้อยยยยยยมาก แต่โรคอื่นยังมี เช่น เริม ซิฟิริส เป็นต้น
– เซ็กไม่ป้องกัน = เสี่ยงแน่ๆ แต่เปอเซ็นในการติดก็ไม่ได้เยอะ แต่ป้องกันดีกว่านะ
– เข็มฉีดยาร่วมกัน = กรณีใช้สารเสพติดย์ ไม่ต้องบอก ก็คงรู้ว่าเสี่ยง
– เลือด = โคตรเสี่ยง

ข้อมูล ที่ผมนำมา อาจไม่ละเอียดเท่าไหร่ ใครสงสัยสามารถถามได้ครับ ไม่ได้ข้อมูลแน่นเท่าเจ้าหน้าที่นิรนาม แต่ก็พอที่จะใช้คำแนะนำกับเพื่อนๆได้

หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ ขาดตกบกพร่องอะไรขออภัยด้วย ผมพิมในมือถือ อาจจะพิมพ์ตกไปบ้าง

Credit: http://www.soccersuck.com/boards/topic/1319959

ถาม-ตอบ เราจะติดเอดส์ได้จากไหนบ้าง

คน ส่วนใหญ่มักเรียกติดปากว่า ติดเอดส์ นั้น ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือ ติดเชื้อเอชไอวี เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าเอดส์กับเอชไอวีต่างกันอย่างไร?

เอชไอวี คือ เชื้อไวรัส ที่เป็นสาเหตุนำไปสู่ โรคเอดส์ (AIDS) ส่วนใหญ่คนที่ติดเชื้อเอชไอวีมักไม่มีอาการป่วย

สารคัดหลั่งหรือน้ำทุกชนิดที่ออกจากร่างกายมีเชื้อเอชไอวีมากน้อยต่างกัน

ที่มีเชื้อปริมาณมาก : เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, น้ำจากเลือดประจำเดือน, น้ำนมแม่

ที่มีเชื้อปริมาณน้อย : น้ำตา, น้ำลาย, น้ำมูก, เสมหะ

แทบจะไม่มีเชื้อ : อุจจาระ, ปัสสาวะ, เหงื่อ

ทำไมน้ำสารคัดหลั่งต่างๆจึงมีปริมาณไวรัสไม่เท่ากัน?

ไว รัสเอชไอวีชอบเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดเพื่อแบ่งตัวและเจริญเติบโต ดังนั้นน้ำสารคัดหลั่งใดที่มีเม็ดเลือดขาวหรือเลือดเข้าไปเกี่ยวข้องจึงมี ไวรัสมาก เช่น เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, ประจำเดือน, น้ำหนอง, ในทางตรงข้ามน้ำใดไม่มีเลือด หรือไม่มีเม็ดเลือดขาวปะปนก็จะมีปริมาณไวรัสเอชไอวีน้อย เช่น ปัสสาวะ, อุจจาระ และเหงื่อ เป็นต้น

เชื้อเอชไอวีอยู่นอกร่างกาย อยู่นานแค่ไหน?

เชื้อ เอชไอวีร้ายก็จริงแต่ใจเสาะครับ ไม่สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมภายนอกได้ โดยทั่วไปมันจะอยู่ได้เป็นชั่วโมงหรือแค่ไม่เกินวัน ทั้งนี้อยู่ที่สิ่งแวดล้อม ถ้าถูกความร้อน ความแห้ง กรดด่างหรือแสงแดดก็หงิกแล้ว แต่ถ้าได้ที่เหมาะสมๆ มีความชื้นดีๆ หรือห้องแอร์ที่เย็นจัด (ราวๆ 20 องศาเซลเซียส) ก็อยู่ได้ หลายวันแต่ไม่ถึงสัปดาห์

เชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายสัตว์อื่นได้หรือไม่?

มี คนกับลิงบางชนิดเท่านั้นที่เชื้อเอชไอวีจะมีชีวิตอยู่ได้ เชื้อเอชไอวีไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ในสัตว์อื่น เช่น สุนัข,แมว,วัว,ควายหรือแม้แต่ยุง เชื้อก็จะตายภายในเวลาไม่นานนัก ดังนั้นยุงที่มาดูดเลือดคนมีเชื้อเอดส์ เชื้อก็จะตาย เชื้อในตัวยุงไม่สามารถติดต่อไปยังคนอื่นที่ถูกยุงกัดได้

เชื้อเอชไอวี หรือโรคเอดส์ติดต่อได้กี่ทาง?

โดยหลัก ๆ ก็มี 3 ทาง

เลือด และการถ่ายเลือด รวมทั้งใช้เข็มร่วมกัน เครื่องมือที่ไม่สะอาดมีคราบเลือดปนเปื้อนหรือมีบาดแผลแล้วไปสัมผัสกับเลือด หรือน้ำเหลืองของคนมีเชื้อเอชไอวี
ทางการร่วมเพศ รวมทั้งการร่วมเพศระหว่างชายหญิง,ชายกับชาย,โดยร่วมเพศทางช่องคลอดหรือทาง ทวารหนัก ทั้งนี้รวมทั้ง Oral sex โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ปากกับอวัยวะเพศชายที่มีเชื้อเอชไอวี
จากมารดาสู่ทารก (Vertical Transmission) ส่วนใหญ่จะติดระหว่างการคลอด และส่วนน้อยที่ติดระหว่างอยู่ในครรภ์และระหว่างให้ลูกดูดนมแม่

แบบไหนเสี่ยงมากที่สุด?

-รับเลือดครับ โดยเฉพาะรับการถ่ายเลือดทั้งขวดติดเกือบ100% แต่ปัจจุบันนี้เลือดทุกขวดได้รับการตรวจอย่างดีแล้วดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล
-ส่วนการร่วมเพศ โอกาสติดต่อน้อยกว่าเลือดขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น การร่วมเพศทางทวารหนักจะมีโอกาสติดสูงกว่าทางช่องคลอดและทางปากตามลำดับ และผู้ที่เป็นฝ่ายรับก็จะมีโอกาศติดเชื้อมากกว่าผู้สอดใส่
-ส่วนการติดจากแม่ไปสู่ลูก ถ้าแม่ไม่ไดรับยาต้านเอดส์ระหว่างตั้งครรภ์ลูกมีโอกาสติด 22% แต่ถ้ารับยาระหว่างฝากครรภ์โอกาสเหลือ 6% และถ้าไม่ได้กินนมแม่ด้วย โอกาสก็ลดลงอีก

Reference
Connor E, Sperling R, Gelber R, et al. Reduction of maternal-infant transmission of human immunodeficiency virus type 1 with zidovudine treatment. Pediatric AIDS Clinical Trials Group Protocol 076 Study Group. N Entl J Med. 1994;331:1173-1180.
Shaffer N, Chuachoowong R, Mock P, et al. Short-course zidovudine for perinatal HIV-1 transmission in Bangkok, Thailand: a randomized controlled trial. Bangkok Collaborative Perinatal HIV Transmission Study Group. Lancet. 1999;353:773-780.

Credit: https://www.facebook.com/carematorg/posts/1757420401185209:0

 

ความรู้ทั่วไปเรื่องโรคเอดส์

โรคเอดส์มีประวัติความเป็นมาอย่างไร

โรค เอดส์ เป็นโรคใหม่ของมนุษย์ มีรายงานในวงการแพทย์เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2524 โดยพบว่าชายรักร่วมเพศ และผู้ที่ติดยาเสพย์ติดโดยการฉีดในนครซานฟรานซิสโก ลอสแอนเจลิส นิวยอร์ก และไมอามี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดิมทีก็เป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงอยู่ดี ๆ ก็มีการติดเชื้อ และเป็นมะเร็งในลักษณะที่คนที่มีภูมิต้านทานไม่ดีจะเป็นกัน เลยเรียกโรคนี้ว่า โรคเอดส์ หรือโรคภูมิต้านทานบกพร่อง (AIDS มาจากคำว่า Acquired = เป็นขึ้นมาภายหลังหรือไม่ใช่เป็นมาแต่กำเนิด, Immune = ภูมิคุ้มกัน, Deficiency = พร่องหรือเสียไป, Syndrome = กลุ่มอาการหรือมีอาการได้หลายอย่าง ดังนั้น AIDS = กลุ่มอาการที่เกิดจากระบบภูมิต้านทานของร่างกายเสียไปอันเป็นผลที่เกิดขึ้น ภายหลังคลอด ไม่ใช่เป็นมาแต่กำเนิด)

หันมาดูในแอฟริกา พบว่ามีอาการที่คล้ายโรคเอดส์ของอเมริกา เกิดขึ้นในกลุ่มชนแอฟริการาว 3-5 ปี ก่อนหน้าที่โรคระบาดในอเมริกา และเมื่อตรวจดูในเลือดของชาวแอฟริกาที่เก็บไว้นาน ๆ ก็พบว่ามีหลักฐานของการติดเชื้อเอดส์ย้อนกลับไปอีกประมาณ 10 ปีก่อนหน้านั้น

สำหรับ เมืองไทย โรคเอดส์ในเมืองไทยเป็นโรคที่แพร่มาจากประเทศฝรั่ง ซึ่งอาจเป็นคนไทยที่ติดเชื้อแล้วเดินทางกลับมาประเทศไทยแล้วแพร่เชื้อให้กับ คนไทยด้วยกัน หรือฝรั่งที่ติดเชื้อเข้ามาเที่ยวเมืองไทยแล้วแพร่เชื้อให้กับคนไทย ทำให้โรคเอดส์ระบาดในเมืองไทย

ไวรัสโรคเอดส์มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า เชื้อ ( HIV = Human Immunodeficiency Virus หรือไวรัสที่ทำให้เกิดโรคภูมิต้านทานบกพร่องในคน)

โรคเอดส์มีอาการอย่างไร

  1. ผู้ติดเชื้อเอดส์

ถ้า ได้รับเชื้อเอดส์ หรือ HIV เชื้อไวรัสนี้จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างร่องรอยของการได้รับเชื้อเมื่อตรวจ เลือดจะพบร่องรอยเหล่านี้ ซึ่งเรียกว่ามีเลือดบวกเอดส์ และร่องรอยเหล่านี้สามารถตรวจพบในน้ำลายได้ ร่างกายอาจจะปกติทุกอย่าง ดูจากภายนอกก็คือ หนุ่มหล่อสาวสวย หรือคนธรรมดาทั่วไป ถ้าไม่ตรวจเลือดหรือน้ำลายก็จะไม่ทราบว่าติดเอดส์มาแล้ว คนเหล่านี้ภายใน 10 ปี จะเป็นเอดส์เต็มขั้นประมาณร้อยละ 50

  1. เอดส์อ่อน หรือผู้ติดเชื้อที่มีอาการ

คือ พวกที่มีเลือดบวกเอดส์ และไม่รู้จักปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง จะมีอาการแสดงผลจากภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อมลง เช่น มีเชื้อราที่ลิ้น งูสวัด ต่อมน้ำเหลืองโต เริม มีอาการอ่อนเพลียหรือน้ำหนักลด ไข้เรื้อรัง หรือ เหงื่อออกกลางคืน เป็น ๆ หาย ๆ ถ้าไม่รู้จักปฏิบัติตัวให้ดีจะกลายเป็นเอดส์เต็มขั้น

  1. เอดส์เต็มขั้น

ผู้ ป่วยเหล่านี้จะเคยเป็นเอดส์อ่อนมาก่อน มีภูมิคุ้มกันเสื่อมลงมากและมีอาการติดเชื้อโรคอื่น ๆ ที่รุนแรง เช่น เชื้อราในสมอง วัณโรคของระบบต่าง ๆ ปอดบวม ท้องเดินเรื้อรัง โทรมมากและอื่น ๆ ถ้าไม่ไปหาแพทย์ให้รักษาทันท่วงทีก็จะเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว แต่ถ้ารู้จักปฏิบัติตัวตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด จะมีชีวิตไปอีกประมาณ 2-3 ปี

จะไปทดสอบเลือดเอดส์ที่ไหน

สามารถไปทดสอบได้ที่หน่วยงานของรัฐบางแห่ง เช่น กองกามโรค กรมควบคุมโรคติดต่อ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยทุกแห่ง

ผลการตรวจเลือดจะถูกเก็บเป็นความลับ ผู้ไปตรวจไม่ต้องกลัวชื่อตัวเองจะถูกเปิดเผย

โรคเอดส์รักษากันอย่างไร

การรักษา แบ่งได้เป็น 4 ขั้นตอน

  1. การรักษาโรคแทรกซ้อน คือโรคติดเชื้อฉวยโอกาสหรือมะเร็งที่เกิดขึ้นบางอย่างก็มียารักษา บางอย่างก็ไม่มียารักษา
  2. การ รักษาที่มุ่งกำจัดไวรัสโรคเอดส์ ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาที่ได้ผลแน่นอน จะมีก็แต่ไปหยุดยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโรคเอดส์ แต่ก็มีผลข้างเคียงมากมาย และมีราคาแพง
  3. การรักษาที่มุ่งเสริมหรือกระตุ้นภูมิต้านทานที่เสียไป มีการทดลองยาหลายตัวในกลุ่มนี้คาดว่าถ้าไปร่วมกับยาที่ฆ่าไวรัสโรคเอดส์น่า จะได้ผลดี
  4. การรักษาด้านจิตใจของผู้ป่วย ได้แก่การให้การสนับสนุนทางด้านกำลังใจ การสงเคราะห์ด้านอาชีพ ตลอดจนถึงการให้การรักษาอาการทางจิตที่อาจเกิดขึ้นจากแรงกดดันหลาย ๆ ด้าน

โรคเอดส์ติดต่อกันอย่างไร

โรคเอดส์สามารถติดต่อกันได้ 2 ทางใหญ่ ๆ คือ ทางเพศและทางเลือด

ทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์สำส่อนระหว่างชายกับชาย และชายกับหญิงจะมีโอกาสติดเชื้อโรคเอดส์ได้ ถ้าฝ่ายใดมีเชื้ออยู่ในตัว การใส่ถุงยางอนามัยขณะร่วมเพศกับคนแปลกหน้าจึงเป็นวิธีป้องกันวิธีหนึ่ง

ทางเลือด หรือผลิตภัณฑ์

–                      การรับเลือดที่มีเชื้อเอดส์เข้าไป เช่น โดยการถ่ายเลือด

–                      การใช้เข็มฉีดยาที่เปื้อนเลือดของคนที่ติดเชื้อโรคเอดส์

–                      การติดต่อจากแม่ไปสู่ลูก

–                      การปลูกถ่ายอวัยวะ หรือการผสมเทียม

–                      การถูกเข็มหรือของมีคมที่เปื้อนเลือดเอดส์ตำ

ดัง นั้น การที่รู้ว่าโรคเอดส์ติดต่อกันได้อย่างไรจะได้นำไปคิดและนำไปปฏิบัติเพื่อ ป้องกันไม่ให้ตัวเองติดเชื้อเอดส์ หรือป้องกันไม่ให้เชื้อเอดส์แพร่ไปสู่ผู้อื่น

โรคเอดส์ไม่ติดต่อกันทางใด

  1. ไม่ติดต่อกันโดยผ่านทางน้ำลาย,น้ำมูก,น้ำตา,เสมหะ,ปัสสาวะ,อุจจาระ,หรือเหงื่อ
  2. ยุง ไม่นำโรคเอดส์ ถึงแม้ว่าจะไปกัดคนที่เป็นเอดส์ เพราะเชื้อเอดส์จะอยู่ในตัวยุงไม่กี่ชั่วโมงก็จะตายไป ขณะเดียวกันยุงที่ดูดเลือดคนแล้วจะไม่กัดคนอีกภายในวันเดียวกัน และ เลือดที่เปื้อนที่ปากยุงก็มีไม่มากพอ

เราจะป้องกันการติดเชื้อเอดส์ได้อย่างไร

  1. งดการเที่ยวแหล่งบริการต่างๆ ที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์
  2. หาก จะมีเพศสัมพันธ์กับใครก็ตาม คุณควรทราบแน่นอนว่าผู้นั้นไม่มีเลือดบวกเอดส์ ถ้าไม่แน่ใจควรมีเซฟเซ็กส์ (safe sex) หรือเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย
  3. หยุดฉีดยาเสพติด หากเลิกไม่ได้ควรใช้เข็ม และกระบอกฉีดยาที่สะอาดของตนเอง
  4. ก่อนแต่งงาน ควรตรวจเลือดทั้งสองฝ่าย
  5. ถ้าจะมีบุตร ควรตรวจเลือดทั้งสามีและภรรยา เพราะบุตรอาจจะติดเอดส์จากคุณได้ จะเป็นภาระทั้งตนเอง ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ
  6. งดดื่มสุราของมึนเมา เพราะจะขาดสติ และอาจพาไปสู่การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย หรือใช้อย่างไม่ถูกต้อง
  7. ถ้าพบอุบัติเหตุที่มีเลือดกระจาย เวลาจะช่วยเหลือควรใส่ถุงมือหรือถุงพลาสติกทุกครั้ง
  8. โรคเอดส์ กับเชื้อ HIV ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน,ผู้ติดเชื้อเอดส์ ,โรคเอดส์รักษากันอย่างไร

ผู้มีเลือดเอดส์บวกจะปฏิบัติตัวอย่างไร

การ ตรวจพบเลือดบวกเอดส์ หรือการเป็นผู้ติดเชื้อเอดส์โดยไม่มีอาการนั้น คุณอาจจะไม่กลายเป็นเอดส์เต็มขั้นก็ได้ เพราะจากการศึกษาใน 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่มีเลือดบวกเอดส์จะเป็นเอดส์เต็มขั้นได้ประมาณร้อยละ 50 ถ้าขณะที่คุณมีเลือดบวกเอดส์โดยไม่มีอาการ ต้องปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

  1. ไม่ รับเชื้อเอดส์เพิ่มขึ้นอีก งดการมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่น เพราะคุณจะไม่มีวันทราบเลยว่าคนที่คุณมีเพศสัมพันธ์ด้วยนั้น มีเชื้อเอดส์หรือไม่ สำหรับชายที่มีภรรยาอยู่แล้ว หากภรรยายอมให้ร่วมเพศด้วย คุณต้องใส่ถุงยางอนามัยให้ถูกวิธีทุกครั้ง นอกจากนั้นก็ควรงดการฉีดยาเสพย์ติด ในกรณีที่ทั้งสามีและภรรยาติดเอดส์แล้วก็จำเป็นต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ที่ร่วมเพศ มิฉะนั้นต่างผ่ายต่างเพิ่มเชื้อเอดส์ให้กันและเชื้อเอดส์ที่ได้รับเพิ่มขึ้น จะเร่งทำลายเม็ดโลหิตขาวที่เป็นภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีอาการเอดส์เร็วขึ้นอีก
  2. กำลังใจดีและเข้ม แข็ง สิ่งนี้สำคัญมากคุณต้องพยายามปรับใจให้ได้ว่าสิ่งที่ผ่านมาก็ให้ผ่านไปหางาน หาการทำ จะได้ไม่มีเวลาคิดมาก ฝึกสมาธิ ทำให้จิตสงบไม่เครียด และไม่ซึมเศร้า เพราะภาวะซึมเศร้าทำให้ภูมิต้านทานต่ำลง
  3. บำรุงร่างกายให้แข็งแรง

–                      ทานอาหารทุกชนิดให้พอเพียงงดของมึนเมาทุกชนิด งดบุหรี่

–                      ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ถ้าสามารถจะออกกำลังกายได้

–                      พักผ่อนให้เพียงพอ

  1. สภาวะการติดเชื้อโรคตัวอื่น เช่น

–                      อยู่ในที่อากาศถ่ายเทได้ดี เพราะวัณโรคและโรคติดเชื้อทางเดินหายใจมีมากในแหล่งที่แออัด ถ้าจะต้องทำงานที่มีฝุ่นฟุ้ง ควรหาผ้าปิดปาก ปิดจมูก

–                      งดอาหารที่ไม่สะอาด ไม่ควรทานอาหารที่วางขายโดยไม่มีที่ปกปิด ควรทานอาหารที่สุกใหม่

–                      ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ทุกชนิด เช่น นก สุนัข แมว เพราะสัตว์เหล่านี้มีเชื้อโรคและพยาธิมาก

–                      งดของดิบๆ สุกๆ เช่น แหนม ลาบ ไข่ลวก เป็นต้น (ควรทำให้สุกก่อน)

–                      ควรทานนมที่พาสเจอร์ไรส์แล้ว

  1. งดการบริจาคเลือดหรืออวัยวะให้ผู้อื่น
  2. ควร บอกเจ้าหน้าที่ ที่ให้การดูแลรักษาว่าคุณมีเลือดบวกเอดส์ทุกครั้ง ถ้าไม่กล้าบอก ก็บอกว่ามีเลือดบวกตับอักเสบก็ได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ระมัดระวังในการให้บริการ
  3. ถ้ามีอาการผิดปกติ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์

บทสรุป

โรค เอดส์เป็นโรคใหม่ เป็นโรคร้ายในปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนที่ได้ผลที่จะรักษา หรือป้องกันได้ ดังนั้นวิธีป้องกันโรคเอดส์ที่ดีที่สุดก็คือการให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกเพศ ทุกวัย มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเอดส์อย่างถูกต้อง เพื่อที่เขาจะได้ประพฤติปฏิบัติไม่ให้ตัวเองติดเชื้อเอดส์มา เพราะโรคเอดส์เป็นโรคที่ป้องกันได้ ขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเอง

Link อื่นๆ
โรคเอดส์ กับเชื้อ HIV ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน,ผู้ติดเชื้อเอดส์ ,โรคเอดส์รักษากันอย่างไร