ครึ่งทั่วโลกไม่รู้ตัวว่ามีเชื้อ

เชื้อ HIV, ชุดตรวจเอดส์, เจาะเลือด, ตรวจเลือด, โรคเอดส์, HIV, ติดเชื้อ HIV

     องค์การอนามัยโลก หรือ WHO รายงานว่าผู้ติดเชื้อ HIV ทั่วโลกกว่าร้อยละ 40  ซึ่งคิดเป็นประชากรโลกกว่า 14 ล้านคน ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นผู้ติดเชื้อ เนื่องจากการตรวจยังทำได้ไม่ทั่วถึง ซึ่งเป็นอุปสรรคที่องค์การอนามัยโลกตั้งเป้าว่าต้องการให้ผู้ติดเชื้อ HIV ทุกคนได้รับการรักษาองค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าขณะนี้มีผู้ติดเชื้อ HIV ทั่วโลกอยู่ 36.7 ล้านคน แต่มีเพียงแค่ 18 ล้านคนเท่านั้นที่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี องค์การอนามัยโลกจึงเรียกร้องให้รัฐบาลในแต่ละประเทศ รณรงค์ให้ประชาชนเข้ารับการตรวจเชื้อ HIV ให้มากขึ้น รวมถึงแจกจ่ายอุปกรณ์ตรวจเชื้อ HIV ที่ประชาชนสามารถตรวจได้ด้วยตัวเองที่บ้านให้ทั่วถึง โดยนาง มาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ชี้ว่า หากประชาชนสามารถตรวจเชื้อ HIV ด้วยตัวเองที่บ้านได้ จะช่วยให้ประชาชนที่ติดเชื้อรู้ตัวและเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ก็นับว่าเป็นไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่มีผู้ติดเชื้อ HIV แค่ร้อยละ 12 เท่านั้น ที่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นผู้ติดเชื้อ

ส่วนสถานการณ์โรคเอดส์ของประเทศไทยในปัจจุบัน กรมควบคุมโรคคาดการณ์ว่าในปีนี้ ไทยมีผู้ติดเชื้อ HIV ประมาณ 438,100 คน ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อที่ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาจากแพทย์แล้ว 391,484 คน แสดงว่ามีผู้ติดเชื้อ HIV ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นผู้ติดเชื้อประมาณ 47,000 คน ทำให้คนเหล่านี้ขาดโอกาสในการได้รับการดูแลรักษา และยังมีโอกาสถ่ายทอดเชื้อ HIV ไปยังผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว

credit: http://news.voicetv.co.th/world/437493.html

เชื้อ HIV, ชุดตรวจเอดส์, เจาะเลือด, ตรวจเลือด, โรคเอดส์, HIV, ติดเชื้อ HIV เชื้อ HIV,ชุดตรวจเอดส์, เจาะเลือดชุด ตรวจ hiv,ตรวจ hiv,การ ตรวจ hiv,ตรวจ เอ ช ไอ วี ด้วย ตัว เอง,ตรวจ hiv ด้วย ตัว เอง,ชุด ตรวจ เอดส์,ชุด ตรวจ เอดส์,ที่ ตรวจ hiv,ตรวจ hiv ที่ไหน ดี

 

ประโยชน์ 6 อย่าง ที่ได้จากการตรวจเอชไอวี

ทราบ หรือไม่คะว่าในขณะนี้ ประเทศไทยเรามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีแล้วประมาณ 500,000 คน ซึ่งในจำนวนที่กล่าวมานี้ มีผู้ติดเชื้อเพียงครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 250,000 รายเท่านั้นที่ทราบผลเลือด และเข้าสู่ระบบการรักษา ทั้งนี้ การทราบผลการตรวจเลือดอย่างรวดเร็ว และทันท่วงทีจะสามารถช่วยให้ผู้ที่ไม่ติดเชื้อเกิดความตระหนักในการป้องกัน ตนเอง ส่วนผู้ที่ติดเชื้อ เอชไอวี ก็จะป้องกันไม่ถ่ายทอดเชื้อไปให้ผู้อื่น ขณะเดียวกันจะได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันผู้ที่สามารถมารับยารักษาอย่างรวดเร็วมีโอกาสหายขาดได้ค่ะ เราขอเป็นอีกหนึ่งเสียง สำหรับการรณรงค์ให้ทุกคนตรวจเอชไอวีกันนะคะ

ประโยชน์ 6 อย่าง ที่จะได้จากการตรวจเอชไอวี

 

อาการของโรคเอดส์

อาการของโรคเอดส์มีดังนี้

  • ปอดอักเสบ
  • สูญเสียความจำ อาการซึมเศร้าและอาการทางระบบประสาทอื่นๆ
  • ท้องเสียเรื้อรังนานกว่าหนึ่งสัปดาห์
  • เหนื่อยผิดปกติ
  • อาการไข้ที่กลับมาเป็นซ้ำๆ
  • เหงื่อออกตอนกลางคืน
  • น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว
  • มีผื่นตามผิวหนัง ในช่องปาก จมูกและเปลือกตา
  • แผลที่ริมฝีปาก อวัยวะเพศและทวารหนัก
  • อาการบวมที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ รักแร้และขาหนีบ

อาการของโรคเอดส์อาจเป็นอาการของโรคอื่นที่ไม่ใช่โรคเอดส์ก็ได้ ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะรู้ว่าติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ควรทำการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี (HIV test)

 

ทำไมจึงจำเป็นต้องทำการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี

ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากคุณกังวลเพียงเล็กน้อยว่าคุณอาจติดเชื้อเอชไอวี คุณควรทำการตรวจเลือด เป็นวิธีการที่รวดเร็วและง่ายดายและบริการฟรีในหลายๆ แห่ง

วิธีการเดียวที่จะรู้ว่าคุณติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่คือการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี การตรวจเลือดแต่เนิ่นๆ ช่วยลดความกังวลใจและทำให้คุณได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง

หากคุณติดเชื้อเอชไอวี การได้รับการวินิจฉัยแต่เริ่มแรกทำให้คุณสามารถดูแลสุขภาพของตัวเองและคู่ครองรวมถึงคนอื่นที่คุณห่วงใย ถึงแม้ผลเลือดจะบ่งชี้ว่าคุณมีการติดเชื้อ การได้รู้ว่าตัวเองมีการติดเชื้อจะทำให้คุณสามารถดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองและใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม

เชื้อ HIV, ชุดตรวจเอดส์, เจาะเลือด, ตรวจเลือด, โรคเอดส์, HIV, ติดเชื้อ HIV เชื้อ HIV,ชุดตรวจเอดส์, เจาะเลือด

มีตุ่มขึ้นตามตัว เราติดเชื้อ HIV หรือเปล่านะ?

ส่วน หนึ่งจากหลายๆ คำถาม ที่รวบรวมจาก facebook.com/TNPplus ของเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย หรือหลายคนสงสัยและมีคำถามมากมาย เกี่ยวกับอาการต่างๆ โดยเฉพาะตุ่มที่ขึ้นตามตัว เช่น

“ผมมีตุ่มแดงๆ ขึ้นตามร่างกาย ใช่อาการของคนเป็นเอดส์หรือเปล่าครับ?”

“เพื่อนหนูเค้าท้องเสียค่ะ แล้วก็น้ำหนักลดลง ใช่อาการของเอดส์ไหม แล้วมันติดกันได้รึเปล่า?”

“อาทิตย์ก่อนผมไปตากแดดมา ผมรู้สึกว่าตัวดำขึ้น เกี่ยวกับเอชไอวีไหมครับ แล้วเป็นระยะไหนแล้ว?”

คำ ถามข้างต้น หรือ คำถามที่ใกล้เคียงนี้ เป็นอาการที่บอกถึงการติดเชื้อเอชไอวีหรือเปล่า วันนี้อยากจะให้ทุกคนมาทำความเข้าใจ “ถูก” ให้กับ “ความเข้าใจผิด” เรื่องเอชไอวีกันดีกว่าครับ

การติดเชื้อเอชไอวีนั้น ( เชื้อเอชไอวีต่างกับเอดส์  )  จะไม่มีอาการที่บอกถึงการติดเชื้อ อย่างชัดแจ้งเหมือนที่ว่ามา หรือไม่ได้ทำให้เราป่วยในทันที นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “ดูไม่ออก บอกไม่ได้ว่าใครติดเชื้อ” เพราะแม้จะได้รับเชื้อเอชไอวีมาแล้ว แต่หากภูมิต้านทานในร่างกายของเรายังคงมีมากอยู่ เราก็จะมีร่างกายแข็งแรงเหมือนคนทั่วๆ ไป

การตรวจสุขภาพประจำปีบริษัท ตรวจโรคเอดส์เจอหรือไม่

หลาย คนอยากรู้ว่า ถ้าหากเราไปตรวจสุขภาพประจำปี หรือพนักงานที่มีการตรวจสุขภาพของบริษัท เวลาตรวจเลือด แล้วเค้าจะเจอโรคเอดส์หรือเปล่า มีคนจำนวนมากตั้งข้อสงสัยว่าการตรวจหาเชื้อ HIV ก่อนเข้าทำงานสามารถทำได้หรือไม่ เป็นการละเมิดสิทธิจริงหรือ แล้วการห้ามไม่ให้ตรวจหาเชื้อ HIV ก็จะเป็นการละเมิดสิทธิของบริษัทเช่นกันหรือไม่ วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกันค่ะ

หลาย คนคงรู้ดีว่า การตัดสินใจตรวจหรือไม่ตรวจเอดส์เป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่มีใครบังคับได้ เป็นสิทธิทั้งของผู้ที่รู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวีแล้ว และผู้ที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งสิทธินี้มีกฎหมายรับรองไว้ชัดเจน ทั้งในระดับสากล และกฎหมายภายในประเทศ

–  ตรวจสุขภาพ ประจำปี … ไม่มีตรวจเอดส์

–  การตรวจเอดส์ … ต้องขออนุญาตก่อนทุกครั้ง

โดยปกติจะไม่บังคับเรื่อง การตรวจเอชไอวี เนื่อง จากเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งแล้วแต่คนไข้ค่ะ ว่าจะยอมหรือไม่ยอม เป็นสิทธิ์ของเรา หรือหากบริษัทมีการตรวจสุขภาพประจำปี ก็จะมีบอกว่าตรวจอะไรบ้าง ตรวจหาอะไร แต่ส่วนใหญ่ไม่ตรวจให้ จะเป็นการตรวจสุขภาพทั่วๆ ไปมากกว่า เพราะ ถ้าตรวจเลือดหา hiv ต้องใช้น้ำยาโดยเฉพาะค่ะ และหากจะมีการตรวจจริงๆ ทางพนักงาน หรือ ผู้สมัครเข้าทำงาน จะรู้ก่อนว่าจะตรวจ และเซ็นยินยอมให้ตรวจ จึงจะตรวจได้ จะไม่บอก  ดูดเลือดไปแล้วแอบตรวจนั้นทำไม่ได้ค่ะ

สธ.เชิญชวนตรวจเอชไอวี รู้ผลภายในวันเดียว

นพ.สม ศักดิ์ อรรฆศิลป์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาพูดในงาน “Same Day Results รู้ผลในวันเดียว HIV ตรวจเพื่อก้าวต่อ”ว่า ในทุกวันนี้มีผู้ติดเชื่อเอชไอวีถึง 376,690 ราย และยังมีผู้ติดเชื้อเอดส์อีกมากมายที่ไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผู้คนที่ได้เข้ามารับการตรวจ แต่มีเพียง 64 % เท่านั้นที่กลับมาฟังผลการตรวจ ส่วน 36 % ไม่กลับมาฟังผล มีผลทำให้เกิดความสูญเสียโอกาสทางการรับฟังและรักษา ทางกรมควบคุมโรค จึงมีการสนับสนุนเรื่องของการตรวจหาเชื้อเอชไอวีแบบ “Same Day Results” ที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถรู้ผลตรวจเลือดภายใน 1 วันเท่านั้น ไม่ต้องรอนาน ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่เกิดความเครียดจากการรอฟังผล

นางศิริรัตน์ ลิกานนท์สกุล หัวหน้างานภูมิคุ้มกันและไวรัสวิทยา สถาบันบำราศนราดูร ได้บอกว่า สำหรับชุดตรวจเอชไอวี ที่มีในตอนนี้สามารถทำให้รู้ผลตรวจภายในวันเดียว ใช้เวลาไม่นานแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น โดยหากได้รับเชื้อไปแล้ว 21 วัน ก็สามารถตรวจเจอได้และได้ผลที่แม่นยำ สำหรับชุดตรวจที่ทราบผลเร็วกว่านี้ คือ รับเชื่อไปแค่ 16 วันก็สามารถพบได้ จะสามารถนำเข้ามาให้ใช้งานได้ในเร็ววันนี้

ระยะเวลา window period คืออะไร

 

หลาย คนที่กำลังหาข้อมูลเรื่องการตรวจหาเชื้อเอชไอวี อาจจะเคยพบหรือผ่านตากับคำว่า ระยะเวลา window amount นะครับ ซึ่งเจ้าคำๆ นี้มีความสำคัญมากทีเดียวสำหรับข้อมูลของการตรวจ เรามาทำความเข้าใจแบบง่ายๆ กันนะครับ

window amount อธิบายแบบง่ายๆ คือ ช่วงเวลาที่คุณได้รับเชื้อมาแล้ว แต่ตัวภูมิคุ้มกันของร่ายกาย ( protein ) ยังไม่ขึ้นถึงระดับที่จะตรวจหาได้ แอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสในช่วงเวลานี้มักจะใช้เวลา a pair of สัปดาห์ – three เดือน ( ร่างกายมีเชื้อแล้ว แต่ภูมิคุ้มกันของร่ายกายเรายังตรวจไม่เจอนั่นเองครับ ) ซึ่งช่วงในช่วงเวลานี้ที่เรายังไม่สามารถตรวจพบเชื้อได้ แต่ร่างกายของเราก็จัดว่าเป็นพาหะโรคติดต่อแล้วนะครับ ซึ่งเราจำเป็นต้องรอ ระยะเวลา Window amount หลังจากที่เลือดจะมีจำนวนเชื้อเอชไอวีเพียงพอ ในแอนติบอดีจึงสามารถตรวจพบได้ และเราก็จะสามารถตรวจพบเชื้อได้นั่นเอง

แต่ คนทุกคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจมีระยะเวลาการตรวจพบเชื้อที่ช้าหรือเร็วกว่านั้น หลายคนมีการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกัน หากตรวจสอบออกมาแล้วได้ผลเป็นลบ ก็ไม่สามารถบอกได้ทันทีว่าไม่มีการติดเชื้อ ทางที่ดีควรทำการตรวจซำ้ในทุกๆ a pair of เดือน เพื่อความมั่นใจครับ

เรื่องที่ควรเข้าใจ มีเชื้อ HIV ไม่ได้แปลว่าเป็นเอดส์

ความรู้เรื่องโรคเอดส์ที่หลายคนเข้าใจผิด รู้หรือไม่ว่า การมีเชื้อ HIV ไม่ได้แปลว่าเป็นเอดส์

กลาย เป็นกระแสอย่างมาก ทั้งจากทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก และทางสื่อต่างๆ ที่มีการออกมาเผยแพร่ข้อมูลว่า การมีเชื้อ HIV อยู่กับตัวไม่ได้แปลว่าเราจะเป็นเอดส์เสมอไป ซึ่งเป็นประเด็นที่ปลุกกระแสและทำให้สังคมต้องออกมามาปรับความเข้าใจอย่าง มากเกี่ยวกับโรคเอดส์และเชื้อ HIV

ประเด็นสำคัญที่เราต้องทำความเข้า ใจก่อนเลยคือ การมีเชื้อ HIV ในร่างกาย ก็เหมือนกับการที่ร่างกายของเรามีเชื้อไวรัสชนิดอื่น ๆ แปลกปลอมเข้ามา โดยเชื้อเอชไอวี จะตรงเข้าจู่โจมเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการกำจัดเชื้อโรคและไวรัสที่เข้ามาในร่างกายของเรา เพื่อรักษาสุขภาพของเราไม่ให้เกิดอาการเจ็บป่วย

 

หลัง จากที่เจ้าเชื้อ HIV เข้ามาในร่างกายของเราได้แล้ว จะทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีจำนวนน้อยลง จนเป็นผลให้ความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรคอื่น ๆ ได้ยากยิ่งขึ้น เป็นผลให้ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จนเสี่ยงกับโรคฉวยโอกาสที่จะเข้ามาทำร้ายร่างกายเราในตอนที่ภูมิคุ้มกันของ เรากำลังอ่อนแอ

คุณรู้จัก ‘เอดส์’ ดีแค่ไหน

คุณรู้จัก ‘เอดส์’ ดีแค่ไหน?

“เอดส์เป็นโรคร้ายแรง ใครเป็นโรคนี้ก็ต้องตายลูกเดียว”

“พวกสำส่อนทางเพศเท่านั้นละที่จะติดโรคอันตรายอย่างนี้”

“เอดส์เป็นโรคภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง ใครไม่ดูแลตัวเองดีๆ ก็มีสิทธิตายก่อน”

ไม่ ว่าคุณจะรู้จักเอดส์ในแง่มุมไหนก็ตาม คุณอาจจะยังไม่ได้รู้จักมันดีพอในทุกแง่ทุกมุมก็ได้ วันนี้เราจะมาศึกษาถึงโรคร้ายชนิดนี้กัน  ว่าความเป็นจริงแล้วมันร้ายกาจ ‘อย่างที่เราคิด’ หรือร้ายกาจ ‘กว่าที่เราคิด’มากเพียงใด ถ้าพร้อมแล้วตามมาดูไปพร้อมๆกันตอนนี้เลยค่ะ
เอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) คือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม หรือเป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชื่อ ว่า “HIV (Human Immunodeficiency Virus)” ซึ่งเชื้อไวรัสตัวดังกล่าวนี้จะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกว่า CD4 ซึ่งเดิมทีจะเป็นเซลล์เม็ดเลือดที่คอยทำหน้าที่สั่งให้ระบบภูมิคุ้มกันร่าง กายต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ  เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย และเมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ถูกทำลายลงไป จนมีจำนวนต่ำกว่า 200 เซลล์ ก็จะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้อีกต่อไป  จึงส่งผลให้ร่างกายติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะเป็น เชื้อวัณโรคในปอด เชื้อปอดบวม เชื้อไข้หวัดใหญ่ เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา หรือเป็นมะเร็งบางชนิด ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นหนทางที่นำมาสู่สาเหตุของการเสียชีวิตในที่สุด

อย่างที่รู้กันดีว่าเอดส์” เป็นโรคร้ายที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและทำให้ร่างกายเกิดความเสี่ยงต่อ การติดเชื้อฉวยโอกาส และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคเอดส์เสียชีวิตหรือถึงแก่ความตาย การตรวจวินิจฉัยโรคเอดส์จึงจำเป็นต้องทำด้วยความละเอียดถี่ถ้วน และมีมาตรฐานที่เป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อให้ผู้ป่วยโลกเอดส์ทุกคนได้รับการรักษาและเยียวยาอาการป่วยอย่างถูก วิธี ดังนั้น องค์การอนามัยโลกจึงได้นิยามวิธีการในการวินิจฉัยโรคเอดส์ขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อสื่อสารความเข้าใจให้ตรงกัน และทำให้เกิดประโยชน์ในการวินิจฉัย และการรักษาโรคร้ายชนิดนี้ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

หลักเกณฑ์ในการ วินิจฉัยผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้ป่วยโรคเอดส์ ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จะใช้หลักเกณฑ์ในการตรวจโรคโดยการ ตรวจ ‘ภูมิ antibody ที่ต่อต้านเชื้อโรคเอดส์’ ซึ่งจะต้องพบถึง 2 ครั้ง ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน เพื่อยืนยันผลความถูกต้อง หรืออาจทำโดยการตรวจ ‘เชื้อโรคเอดส์ในเลือด (HIV-RNA or HIV-DNA)’ และจำเป็นต้องมีการยืนยันผลอีกครั้งเช่นกัน แต่สำหรับในกรณีที่เป็นเด็ก ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี การวินิจฉัยโรคเอดส์จะใช้เพียงแค่การตรวจ ‘เชื้อโรคเอดส์ในเลือด (HIV-RNA or HIV-DNA)’ ซึ่งมีการตรวจยืนยันผลอีกครั้งเท่านั้น และจะไม่ใช้วิธีการตรวจ ‘ภูมิ antibody ที่ต่อต้านเชื้อโรคเอดส์’ มาใช้เป็นเครื่องมือยืนยันการวินิจฉัยโรคชนิดนี้

สำหรับ การวินิจฉัย ‘Primary infection’ ของโรคเอดส์ ได้รับคำนิยามจากองค์กรควบคุมโรคติดต่อของประเทศอเมริกา (CDC)ไว้ดังต่อไปนี้ กล่าวคือPrimary infectionเป็นการติดเชื้อโรคเอดส์ที่เกิดขึ้นในทารก เด็ก หรือผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีอาการในกลุ่ม acute retroviral syndrome เช่น มีไข้หลังจากได้รับเชื้อเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ มีแผลที่ปากหรืออวัยวะเพศ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และพบการติดเชื้อฉวยโอกาส แต่ที่สำคัญก็คือ การตรวจพบภูมิ antibody ต่อโรคเอดส์หรือตรวจพบเชื้อโรคเอดส์(HIV-RNA or HIV-DNA) โดยที่ตรวจไม่พบภูมิ

 

ภาพจาก : http://abcnews.go.com/Health/uk-doctor-id-hiv-diabetes/story?id=23349162

        

Link อื่นๆ