เลือดบวก แปลว่า

ชุด ตรวจ hiv,ตรวจ hiv,การ ตรวจ hiv,ตรวจ เอ ช ไอ วี ด้วย ตัว เอง,ตรวจ hiv ด้วย ตัว เอง,ชุด ตรวจ เอดส์,ชุด ตรวจ เอดส์,ที่ ตรวจ hiv,ตรวจ hiv ที่ไหน ดี,ตรวจ โรค hiv,การ ตรวจ เอดส์

ตรวจเลือด

ตรวจเลือด,ติดเชื้อ,ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการตรวจเอดส์,ข้อควรรู้ ก่อน การตรวจเอดส์

อย่างที่เคยเกริ่นไว้แล้วว่า การทดสอบหาการติดเชื้อไวรัส HIV นั้นเป็นการทดสอบที่ค่อนข้าง
Sensitive มีความละเอียดอ่อนสูง ต่างกับการทดสอบทางห้องปฏิบัติการตัวอื่นๆ เนื่องจาก
เป็นที่รับทราบกันว่า ไม่มีการทดสอบไหนที่ให้ความถูกต้องได้ 100% น้ำยาที่ใช้ในการตรวจ
ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน ไม่ว่าจะเป็น Generation ที่ 1 / 2 / 3 / 4 ปัจจุบัน ก็ล้วนมีโอกาสผิด
พลาดได้ ความผิดพลาดนอกจากจะมาจากชุดทดสอบแล้วยังมีสาเหตุอื่นๆได้อีกเช่น จากผู้ถูก
ตรวจเอง การเจ้าหน้าที่ที่ทำการทดสอบ จากการผิดพลาดในการสลับตัวอย่างตัวอย่างตรวจ
ในขั้นตอนปฏิบัติงาน (อาจพบได้ในสถานบริการที่มีการตรวจเป็นจำนวนมากต่อวัน)

เพื่อเป็นการลดโอกาสความผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด การทดสอบหาเชื้อไวรัส HIV จะมีแนว
ทางการตรวจมาตราฐานมาเพื่อช่วยลดโอกาสความผิดพลาด สถานบริการทุกที่จะมีระบบ
ISO มากำหนดการปฏิบัติงานในแต่ละขั้นตอน การเลือกใช้ชนิดของชุดทดสอบเพื่อให้เหมาะ
สมในแต่ละสถานบริการ ขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อลดความผิดพลาดต่างๆให้เหลือน้อยที่สุด

เลือดบวก แปลว่าอะไร

ผลบวก หมายถึงว่า “มี” หรือ “พบเชื้อ” หรือ “พบร่องรอยการติดเชื้อ” ถ้าผลเลือดบวกเอดส์ ก็แปลว่า เคยได้
รับเชื้อโรคเอดส์ มาแล้วแต่ไม่ได้หมายความว่ากำลังเป็น โรคเอดส์ (ที่แสดงอาการแล้ว) ในขณะนั้น

ผลบวกปลอม False positive (ไม่ติดเชื้อ แต่ผลตรวจออกมาเป็นบวก) พบได้ แต่น้อยมาก ซึ่งอาจ
พบจากแอนติเจนบอดี( ภูมิคุ้มกัน )ต่อกล้ามเนื้อเรียบ ผู้ป่วย Autoimmune disease / SLE หรือเกิด
การ cross reaction ต่อไวรัสชนิดอื่น

ผลลบปลอม False negative (ติดเชื้อ แต่ผลตรวจเป็นลบ) ก็มีครับ แต่น้อยมากเช่นกัน มักพบใน
ผู้เพิ่งรับเชื้อมา แล้วร่างกายยังไม่สร้าง แอนติเจนบอดี ( ภูมิคุ้มกัน ) เมื่อตรวจแล้วภูมิคุ้มกันยังไม่ขึ้น ทำให้ได้
ผลเป็น ลบ เรียกระยะนี้ว่า Window period ดังนั้นถ้าตรวจแล้วผลเลือดเป็น ลบ แต่มีเหตุควรสงสัย ควร
จะตรวจซ้ำอีก 3-6 เดือนต่อมา ถ้าได้เป็น ผลลบอีก จึงจะแน่ใจว่า ไม่ติดเชื้อ

“ติดเชื้อ” กับ “เป็นเอดส์” เหมือนกันไหม

ไวรัสที่เป็นสาเหตุของการนำไปสู่โรคเอดส์ เรียกว่า HIV (Human Immunodeficiency Virus) การ
ติดเชื้อหมายถึงการได้รับเชื้อไวรัส HIV เข้ามาสู่ร่างกาย ตามช่องทางต่างๆที่กล่าวมาแล้ว เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่าง
กายแล้ว ต่างจากไวรัสอื่นๆคือมันจะเข้าหลบซ่อนในเซลเม็ดเลือดขาวลิมโฟซัยต์ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง
ภูมิต้านท้านของร่างกายเอง เพื่อไปแบ่งตัวและสร้างตัวไวรัสเพื่อเพิ่มจำนวนไวรัส ไวรัสที่เพิ่มขึ้นจะออกจาก
เซลเม็ดเลือดขาวเดิม เพื่อไปฝังตัวในเม็ดเลือดขาวตัวใหม่ต่อไป ส่วนเม็ดเลือดขาวเดิมที่ติดเชื้อก็จะตายไป
ขบวนการนี้จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในร่างกายผู้ที่ติดเชื้อ จำนวนเม็ดเลือดขาวที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภูมิต้าน
ทานก็จะเริ่มลดน้อยลง ภูมิต้านทานของผู้ติดเชื้อก็เริ่มอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการรักษา เมื่อระบบ
ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอต่อไปเรื่อย ก็จะเริ่มมีอาการผิดปกติ หากอาการผิดปกติเข้าข่ายเราเราจะเรียกว่า
เข้าสู่ระยะเริ่มต้นของโรคเอดส์ และจะดำเนินต่อไปจนเข้าสู่ระยะของเอดส์เต็มขั้นต่อไป ระยะเวลานี้จะสั้น
หรือยาว อยุ่ที่การทานยารักษา การดูแลสุขภาพอนามัย กำลังใจที่เข้มแข็ง สิ่งแวดล้อมที่ดี

“ติดเชื้อ” หมายถึงรับเชื้อมาแล้ว มีเชื้อในร่างกาย ตรวจเลือดเอดส์ก็ให้ผลบวก แต่ยังไม่มีอาการ บางคนกิน
ยายับยั้งเชื้อเอดส์และรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ก็มีชีวิตเหมือนคนปกติ (ดูหน้าตาก็ไม่รู้)เพียงแต่มีเลือดเอดส์
เป็นบวกเท่านั้น

“เป็นเอดส์” หมายถึงเกิดมีอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ แสดงออกทางร่างกายแล้ว เป็นผลจากที่ภูมิต้านทานของ
ร่างกายลดลง จนไม่สามารถต่อต้านเชื้อโรคต่างๆได้ อาการที่อาจพบได้เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วตัว เป็นเชื้อรา
ในปาก เป็นงูสวัด ท้องเสียบ่อยๆ น้ำหนักลด จนกระทั่งกลายเป็นเอดส์เต็มขึ้น เช่น เชื้อราขึ้นสมอง
ปอดอักเสบรุนแรง เป็นมะเร็ง

หลังรับเชื้อมาแล้ว…. เวลาผ่านไป 1 – 2 ปี มีไม่ถึง 5 % ที่เป็นเอดส์
เวลาผ่านไป 3 ปี ที่กลายเป็นเอดส์ มี 20 %
เวลาผ่าน 6 ปี มี 50 %
เวลา16 ปี  65 – 100 %
เฉลี่ย นับจากรับเชื้อจนเป็นเอดส์ ประมาณ 7 – 11 ปี

สำหรับปัญหาเรื่องการตรวจผิด ไม่ว่าจะออกมาเป็นแบบ ผิดว่าไม่เป็น หรือจะแบบผิดว่าเป็นก็ตาม ทั้งสอง
เรื่องนี้ซีเรียสพอกันครับ เพียงแต่ใครจะซีเรียสกว่ากัน

อย่างแรก False Negative ตรวจผิดว่า ไม่เป็น แต่ความจริงแล้วเป็น
ผู้รับการตรวจสบายใจกลับไปบ้าน กินได้ นอนหลับ ในขณะที่ตัวเขามีเชื้อร้ายอยู่ในตัวเอง แล้วสามารถแพร่
ไปยังคนอื่นได้ โดยเฉพาะหากมีปัจจัยเสี่ยงด้วยแล้ว

โดยปกติแล้วในผังแนวทางการทดสอบมาตราฐาน โอกาสการเกิด False negative ส่วนใหญ่มักจะเกิดจาก
ช่วง Window period คือผู้ทดสอบมีการติดเชื้อ แต่ร่างกายมีการสร้างแอนติบอดีย์ในระดับที่ไม่มากพอที่
ชุดทดสอบ ณ เวลานั้นจะตรวจสอบได้ ในคนปกติทั่วไปที่ติดเชื้อจะเริ่มสร้างแอนติบอดีย์ขึ้นมาในช่วง 21-45
วัน และเพื่อลดโอกาสพลาดที่จุดนี้ทาง WHO กำหนดให้ควรเริ่มการตรวจหลังจากเกิดความเสี่ยงไปแล้ว 90
วัน หรือ 3 เดือนขึ้นไปถึงจะเริ่มตรวจเพื่อลดโอกาสเกิด False negative นั้นเอง แต่ก็อาจจะมีผู้ติดเชื้อที่มี
ความผิดปกติในการสร้างแอนติบอดีย์ ช้ากว่าปกติ แพทย์จากการซักประวัติและการตรวจร่างกาย ก็จะนัดให้มี
การตรวจซ้ำหลังจากนั้นไปอีก 3 เดือน จนเต็มที่เมื่อครบ 12 เดือน ในระหว่างนี้ผู้ที่สงสัยควรปฏิบัติตัวเลี่ยง
ที่จะไปเสี่ยงเพิ่มเติมและควรมีการป้องกันหากมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่น

อย่างที่สอง False Positive ตรวจผิดว่า เป็น ในขณะที่เขาไม่เป็น
งานนี้ไม่ใครก็ใคร ยิ่งกว่างานเข้าอีกครับ อยู่ดีไม่ว่าดี พระเจ้าประทานข่าว ว่าเป็นโรคร้าย ที่รอวันตาย
แถมชาวบ้านรังเกียจ ขั้นเบาะๆ แล้วจะบอกคนที่บ้านยังไงดี ว่าป่วยเป็นอะไร

โดยแนวทางผังการทดสอบมาตราฐาน โอกาสเกิด False Positive มักจะเกิดกับกรณีที่ใช้การทดสอบ
เพียงอย่างเดียวในการทำการตรวจ แต่ถ้าปฏิบัติตามแนวทางมาตราฐานจะมีการตรวจอย่างน้อย 3 วิธี
คือการตรวจกรองข้างต้นอย่างน้อย 2 วิธี กับการตรวจแบบยืนยันอีก 1 วิธี หากปฏิบัติตาม pattern แล้ว
โอกาสที่จะเกิด False Positive กับคนไข้ก็เกิดขึ้นได้ยากครับ

ไม่ว่าเรื่องราว จะเป็นแบบแรก หรือเรื่องราวจะเป็นแบบที่สอง ล้วนแต่น่าเศร้า…เพราะเอาเข้าจริงล้วนแต่มี
คนสูญเสียด้วยกันทั้งสิ้น หากเรื่องราว ไม่ถูกเปิดเผย ว่าเป็นการตรวจผิด…..ชะตาชีวิตของคนรอบข้างคนเหล่า
นั้นล้วนน่าสั่นไหว แต่ถ้าพระเจ้าเล่นตลก ให้เรื่องราวเหล่านี้กลับตาลปัตร หากผลออกมาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ก็ยังเป็นเรื่องน่าเศร้าอีกเหมือนกันเพียงแต่กลับมาเป็นเรื่องน่าเศร้า ของบุคลากรสายการ
แพทย์ ที่เป็นผู้แจ้งผลการตรวจให้กับคนเหล่านั้น ที่อาจถูกฟ้องร้อง อย่างน้อยห้องแล็บหรือ
โรงพยาบาลนั้นๆ อาจเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือ

กลับมาสู่กระบวนการตรวจโรคเอดส์ ที่ตรวจกัน อย่างน้อย 3 วิธี ซึ่งเป็นกระบวนการตรวจวินิจฉัยโรคใน
ห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ ซึ่งวิธีการนี้. สำหรับรายที่ให้ผลบวก
จะมีการตรวจซ้ำอีกอย่างน้อย 2 วิธีการที่มีหลักการตรวจที่แตกต่างกันหรือใช้แอนติเจนที่แตกต่างกัน
ในกรณีที่มีหลักการตรวจเดียวกัน ทำให้แน่ใจได้มากขึ้นว่า ตัวอย่างตรวจในหลอดที่ทำการทดสอบนั้น
ให้ผลบวกแน่ๆ แต่เป็นการระบุผลตรวจเฉพาะในตัวอย่างตรวจที่ทดสอบเท่านั้น ซึ่งในกรณีนี้
การตรวจเลือดผิดคน ยังเป็นช่องว่าง ช่องเบ้อเร่ออยู่ การขอให้แพทย์ส่งตรวจ second sample
อีกครั้ง ช่วยปิดช่องว่างนี้ได้สนิทครับ สบายใจด้วยกันทุกฝ่าย
อย่างที่เคยกล่าวไว้ หน่วยงานที่มีการตรวจเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน จะมีโอกาสเกิดการ
ผิดพลาด เข้าใจผิด สับสน ของเลือดผู้ป่วยในแต่ละคนได้ อาจเกิดจากความเร่งรีบทำให้เกิด
การสลับเลือดในระหว่างราย ดังนั้นเมื่อเกิดผลบวกขึ้นการใช้หลักการ Second sample
มาตรวจยืนยันซ้ำก็จะช่วยลดปัญหานี้ได้

 

ทีนี้มาขยายความเพิ่มเติมกันอีกนิดนะครับ ว่า…..ถ้ามีใครสักคนที่ติดเชื้อมาตรวจ แล้วได้รับผลการตรวจว่าผล
ของคุณปกตินะครับ ไม่พบการติดเชื้อโรคเอดส์ นั่นหมายความว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการ
หรือผิดพลาดกันมาตั้งแต่การเจาะเลือดก่อนส่งไปตรวจแล้วครับ คำถามที่ตามมาคือระบบนี้ สามารถ
ตรวจสอบได้พบหรือไม่…..คำตอบคือ….ตรวจสอบได้ครับ ….เพราะหากมีการสลับตัวอย่างตรวจ
นั่นหมายความว่า มีคนไข้หนึ่งคนที่เป็นผลลบ แล้วตรวจได้ว่าเป็นผลบวก ซึ่งในระบบจะมีการตรวจซ้ำว่าได้
ผลบวกจริงมั้ย แล้วยังมีการร้องขอให้ส่ง second sample มาตรวจซ้ำอีกครั้ง หากเป็นการสลับตัวอย่าง
ตรวจ วิธีการนี้ ไม่หลุดแน่ครับ แล้วอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นผลบวกแล้วถูกรายงานว่าเป็นผลลบ เมื่อพบเหตุการณ์
ข้างต้น ก็ต้องกลับมารื้อหากันแล้วล่ะครับว่า ในคนไข้รายแรกนั้นไปสลับผลการตรวจกับใคร โดยอาจจะรื้อ
เอาตัวอย่างตรวจที่อยู่ใกล้เคียง หรือทำการทดสอบพร้อมกันกับตัวอย่างตรวจที่ตรวจผิด เอามาทดสอบใหม่
ก็น่าจะค้นเจอครับ ว่าไปสลับคู่กับตัวอย่างตรวจไหน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการทดสอบโรคนี้ เหมือนเป็นการตรวจย้อนหลังครับ เพราะอย่างน้อยการ
ตรวจหาแอนติเจน ก็ต้องรอให้มีจำนวนไวรัสในร่างกายมีปริมาณมากเพียงพอที่จะตรวจได้เสียก่อน
หรือการตรวจหาแอนติบอดี ก็ต้องรอให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาให้เรียบร้อยเสียก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้
ต้องใช้เวลา ส่วนจะใช้เวลานานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับคนด้วยครับ อย่างเร็วก็อาจจะ 1 เดือน หรืออย่างช้าก็อาจ
จะ 3 เดือน หรือ 6 เดือน ดังนั้น การตรวจโรคเอดส์ในวันนี้ เหมือนเป็นการตรวจย้อนหลังกลับไป

หากตรวจไม่พบ ยังอาจไม่ได้หมายความว่า ในวันนี้ไม่เป็น เพียงแต่ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 3 เดือนหรือ 6
เดือนที่ผ่านมา คุณยังไม่เป็นครับ ส่วนถ้าวันนี้ถามว่าคุณติดเชื้อหรือเปล่า ถ้าจะให้แน่ใจ ก็ต้องรออีก 3 เดือน
หรือ 6 เดือนข้างหน้า กลับมาตรวจใหม่อีกครั้ง ถ้าผลการตรวจในวันนั้นได้ผลลบ โดยที่คุณไม่ได้ไปเสี่ยง
อะไรที่ไหนอีกแล้ว ก็น่าเชื่อได้ว่า คุณไม่ติดเชื้อครับ

————————————————————————-
ชุด ตรวจ hiv,ตรวจ hiv,การ ตรวจ hiv,ตรวจ เอ ช ไอ วี ด้วย ตัว เอง,ตรวจ hiv ด้วย ตัว เอง,ชุด
ตรวจ เอดส์,ชุด ตรวจ เอดส์,ที่ ตรวจ hiv,ตรวจ hiv ที่ไหน ดี,ตรวจ โรค hiv,การ ตรวจ เอดส์

ตรวจเลือด,ติดเชื้อ,ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการตรวจเอดส์,ข้อควรรู้ ก่อน การตรวจเอดส์

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการตรวจเอดส์

– เอดส์ ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน (ไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย) และการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกับผู้อื่น

– เอดส์สามารถป้องกันได้ โดยการใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเวลามีเพศสัมพันธ์ หรือโดยการเลิกเสพยา หรือโดยการใช้เข็มฉีดยาที่สะอาดทุกครั้งที่เสพยา แต่ก็มีคนไทยติดเชื้อใหม่ปีละเกือบ 20,000 ราย

– คนที่ติดเชื้อใหม่ในปัจจุบัน ติดมาจากคนที่ติดเชื้ออยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่รู้ตัว เพราะไม่เคยไปตรวจ หรือไม่มีอาการอะไร

– คนที่ติดเชื้ออาจไม่มีอาการอะไรเลยเป็นปี ๆ หรืออาจมีอาการป่วยขึ้นมากระทันหัน จนเสียชีวิตได้

– การตรวจAnti-HIV เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี (เอดส์) โดยไม่ต้องรอให้มีอาการ

– สามารถตรวจพบได้หลังจากรับเชื้อมาแล้ว 2-6สัปดาห์

– ถ้าอยากตรวจพบให้เร็วขึ้น เช่นภายหลังรับเชื้อมาได้เพียง 3-7วัน ต้องตรวจด้วยวิธี Nucleic Acid Technology (NAT) ปัจจุบันคลีนิคนิรนามให้บริการตรวจด้วยวิธี NATทุกราย ถ้าการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี (เอดส์) ด้วยวิธีแรก แล้วไม่พบการติดเชื้อ

– คนไทยทุกคน ทุกสิทธิ์ สามารถไปตรวจหา Anti HIV ได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศไทย โดย ตรวจฟรีได้ปีละ 2 ครั้ง ตามชุดสิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง)

– ใครบ้างควรตรวจเอดส์? ทุกคนที่ติดยาเสพติดโดยการฉีด และทุกคนที่เคยหรือกำลังมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยแม้เพียงครั้งเดียว ทั้งกับคนที่รู้จัก (เช่น สามีหรือภรรยาของตัวเอง) หรือไม่รู้จัก ถือว่า มีพฤติกรรมที่มีโอกาสติดเอดส์ เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่เรามีเพศสัมพันธ์ด้วยนั้น เคยมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเอดส์มาก่อนหรือเปล่า ดังนั้น ว่าไปแล้ว คนเกือบทุกคนสมควรจะตรวจเอดส์อย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต

– ก่อนการตรวจเอดส์ทุกครั้ง ผู้ตรวจควรมีข้อมูลและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเอดส์ และการตรวจเอดส์ ซึ่งอาจหาได้จากการขอรับคำปรึกษาเป็นรายบุคคล หรือหาอ่านได้จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น สายด่วน 1663 หรือที่ www.trcarc.org หรือ www.adamslove.org

– ปัจจุบัน เอดส์กลายเป็นโรคที่รักษาได้ แม้จะไม่หายขาด และคนไทยทุกคนมีสิทธิ์รักษาฟรี

– ปัจจุบัน คนที่ติดเชื้อต้องไม่ป่วย หรือเสียชีวิตจากเอดส์อีกแล้วถ้ารู้ตัวแต่เนิ่นๆและรักษาแต่เนิ่นๆ

– ถ้ารู้ตัวเร็ว และรักษาเร็ว อาจไม่ต้องกินยาไปตลอดชีวิต

– คนที่ติดเชื้อเอชไอวี สามารถอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นได้ โดยไม่เป็นภัยหรือเป็นภาระกับใคร

– จึงเป็นประโยชน์ และไม่น่ากลัวที่เราจะไปตรวจเอดส์กันอย่างน้อยก็สักครั้งหนึ่งในชีวิต ตรวจเพื่อให้รู้ว่าเราไม่ติดเชื้อ ชีวิตจะได้ก้าวต่อไปอย่างมั่นใจ(ตรวจเพื่อก้าวต่อ)

ตรวจเลือด,ติดเชื้อ,ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการตรวจเอดส์,ข้อควรรู้ ก่อน การตรวจเอดส์
ชุด ตรวจ hiv,ตรวจ hiv,การ ตรวจ hiv,ตรวจ เอ ช ไอ วี ด้วย ตัว เอง,ตรวจ hiv ด้วย ตัว เอง,ชุด ตรวจ เอดส์,ชุด ตรวจ เอดส์,ที่ ตรวจ hiv,ตรวจ hiv ที่ไหน ดี,ตรวจ โรค hiv,การ ตรวจ เอดส์

ข้อควรรู้ ก่อน การตรวจเอดส์

(Pre-test counseling / Pre-test information)

เรามีโอกาสจะติดเอดส์ไหม? เช่นเคยเสพยาโดยการฉีด หรือเคยมีเพศสัมพันธ์กับใครโดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยหรือไม่ (แม้กระทั่งกับสามีหรือภรรยาของเราเอง เพราะเราไม่รู้ว่าเขาเคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อมาก่อนหรือไม่)
รู้ประโยชน์ของการตรวจหรือไม่ เช่น ถ้าตรวจไม่เจอ จะได้เริ่มต้นป้องกันตัวเองอย่างจริงจัง หรือถ้าตรวจเจอ ต้องถือว่าโชคดีที่รู้ตัวก่อนที่จะป่วยขึ้นมา จะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาแต่เนิ่น ๆ จะได้ไม่ป่วยหรือเสียชีวิตจากเอดส์ อีกทั้งสามารถป้องกันคนที่เรารักและคนอื่นๆ ไม่ให้ติดเชื้อจากเรา
รู้หรือว่าตอนนี้ เอดส์รักษาได้ แม้จะไม่หายขาด คนไทยทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการรักษาฟรีหมด และถ้ารักษาแต่เนิ่นก็จะได้ไมป่วย หรือเสียชีวิตจากโรคเอดส์ สามารถมีอายุยืนยาวได้เท่ากับคนอื่น และไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น
ต้องรับรู้ว่าการตรวจเอดส์อาจเกิดผลเสีย (โทษ)ก็ได้ เช่น คนอื่นอาจคิดว่าเราเป็นคนไม่ดี จึงต้องไปตรวจ ทั้งๆ ที่คนที่ไปตรวจน่าจะได้รับการยกย่องว่าเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อครอบครัว และต่อสังคม หรือถ้าตรวจเจออาจเป็นทุกข์ใจแสนสาหัสในช่วงต้น แต่ถ้าได้รับการปรึกษาและเข้าใจกระบวนการดูแลสุขภาพ จะทำให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตไปได้
ถ้าผลตรวจออกมาเป็นลบ (ไม่ติดเชื้อ) หรือถ้าออกมาเป็นบวก (ติดเชื้อ) เราจะทำอะไรต่อ รวมทั้งจะบอกหรือไม่บอกผลเลือด (ทั้งบวกและลบ) กับใคร ด้วยเหตุผลอย่างไร
ต้องชั่งดูว่าประโยชน์ของการตรวจเอดส์ ซึ่งล้วนแต่เป็นความจริง และมีประโยชน์สำหรับทุกคนเพื่อวางแผนในการดูแลสุขภาพ จะมีมากกว่าผลเสียที่ล้วนเป็นเพียงการคาดเดาหรือไม่ ถ้าประโยชน์มีมากกว่า เราสมัครใจจะตรวจจริง ๆ นะ ไม่มีใครบังคับหรือหลอกเรานะ
ต้องเข้าใจเรื่องของWindow period กล่าวคือ ระยะเวลาที่ยังอาจตรวจไม่เจอ เพราะเพิ่งได้รับเชื้อเข้ามาไม่ถึง 14 วัน เป็นต้น ดังนั้น ในระหว่างที่รอไปอีก 1-2สัปดาห์เพื่อไปตรวจใหม่ จึงยังต้องใส่ถุงยางอนามัยกับคู่นอนไปก่อน แม้ว่าจะตรวจครั้งแรกไม่เจอแล้วก็ตาม

 

ตรวจเลือด,ติดเชื้อ,ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการตรวจเอดส์,ข้อควรรู้ ก่อน การตรวจเอดส์
ต้องเข้าใจความสำคัญของการพาคู่นอนมาตรวจพร้อมกัน จะได้บอกผลให้กันและกันง่ายขึ้น และจะได้ปลอดภัยจริง ๆ แม้จะไม่ใส่ถุงยางอนามัย
ในกรณีที่ตรวจแล้วผลเป็นลบ จะต้องมีความเข้าใจว่าจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในอนาคตอย่างไร หรือป้องกันตนเองอย่างไร จะได้ไม่ติดเอดส์ไปตลอดชีวิต เช่น การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเวลามีเพศสัมพันธ์กับใครที่ไม่เคยรู้ผลเลือดเอดส์ของตัวเองเลย หรือการเลิกเสพยา หรือใช้เข็มสะอาดทุกครั้งที่ฉีดยาเสพติดเข้าเส้นเลือด
และถ้าพลาดพลั้งไป มีพฤติกรรมที่อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีอีก ต้องรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาป้องกัน และควรตรวจเอดส์ซ้ำ โดยที่ในระหว่างรอไปตรวจเลือดซ้ำ จะต้องใส่ถุงยางอนามัยกับคู่นอนของตัว ซึ่งเคยไปตรวจเอดส์แล้วไม่พบไปก่อน

วิธีการตรวจเลือดหาเชื้อ HIV ที่คลีนิคนิรนาม มีวิธีใดบ้าง

21 December 2013

1.Antibody เป็นวิธีตรวจหาภูมิคุ้มเคยต่อเชื้อ สามารถตรวจได้หลังมีความเสี่ยงตั้งแต่ 2 สัปดาห์เป็นต้นไป โดยตรวจด้วยชุดตรวจ forth generation ซึ่งสามารถตรวจหาได้ทั้งตรวจหาภูมิคุ้นเคย (Antibody) และการตรวจหาชิ้นส่วนของเชื้อ (Antigen)
2.NAT เป็นบริการเสริมที่ใช้ตรวจร่วมกับการตรวจ Antibody โดยตรวจหาสายพันธุกรรมของเชื้อ HIV สามารถตรวจได้หลังมีความเสี่ยง 5 วันขึ้นไป
3.PCR เป็นการวิธีตรวจหาสารพันธุกรรมในตัวเชื้อเอชไอวี สามารตรวจได้หลังมีความเสี่ยงตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป

(๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๖)
กลับไปด้านบน

อ่าน 629292 ครั้ง

สวทช.SCBInet

 

ตรวจเลือด,ติดเชื้อ,ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการตรวจเอดส์,ข้อควรรู้ ก่อน การตรวจเอดส์

Link อื่นๆ

ตรวจเลือด,ติดเชื้อ,ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการตรวจเอดส์,ข้อควรรู้ ก่อน การตรวจเอดส์